จองสอบ IELTS on Computer รับผลสอบไวใน 2 วัน! - จองเลย

Close

ภาษาช่วยให้เราสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าไวยากรณ์ไม่ดีก็อาจทำให้ความหมายที่คุณต้องการจะสื่อนั้นผิดเพี้ยนไปโดยสิ้นเชิง เครื่องหมายวรรคตอนถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในภาษาอังกฤษแบบเขียน แต่หลายคนกลับมักมองข้าม เครื่องหมายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้คำเขียนมีความหมายชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยบอกจังหวะการเว้นวรรคและการเปลี่ยนโทนเสียงเมื่อพูดอีกด้วย ซึ่งการใช้เครื่องหมายวรรคตอนผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้อารมณ์และความหมายเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่องจากที่ตั้งใจไว้ได้เลย

จุดฟูลสต็อป - Full stops (.)

โดยทั่วไปแล้ว จุดฟูลสต็อปจะใช้เพื่อแสดงการสิ้นสุดประโยคที่เป็นประโยคบอกเล่าหรือคำสั่งที่สมบูรณ์ เช่น:

  • She is reading in her room. (เธอกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องของเธอ)

  • Please close the door on your way out. (กรุณาปิดประตูตอนที่คุณเดินออกไปด้วยนะ)

นอกจากนี้ จุดฟูลสต็อปยังใช้กับคำย่อต่าง ๆ ด้วย เช่น:

  • Dr. (Doctor - ดอกเตอร์/แพทย์)

  • Prof. (Professor - ศาสตราจารย์)

  • Etc. (Etcetera - และอื่น ๆ)

เครื่องหมายคำถาม - Question marks (?) และ เครื่องหมายอัศเจรีย์ - Exclamation marks (!)

ใช้ เครื่องหมายคำถาม (?) เพื่อแสดงว่าประโยคที่พูดหรือเขียนนั้นเป็นประโยคคำถาม และเมื่อเราใช้เครื่องหมายคำถามแล้ว เราจะไม่ใส่จุดฟูลสต็อปตามหลังอีก เช่น:

  • How was your day? (วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?)

  • Did you receive my parcel today? (วันนี้คุณได้รับพัสดุของฉันหรือยัง?)

ส่วน เครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) หรือเครื่องหมายตกใจ จะใช้เพื่อแสดงความตื่นเต้น, ความประหลาดใจ, ความตกใจ หรืออารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงอื่น ๆ สำหรับการเขียนแบบไม่เป็นทางการ (Informal writing) หลายคนมักจะใช้เครื่องหมายนี้มากกว่าหนึ่งตัวเพื่อเน้นย้ำความตื่นเต้น และบางคนยังเลือกใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์ควบคู่กับเครื่องหมายคำถาม เพื่อแสดงถึงความตกใจ การถกเถียง หรือความสิ้นหวัง เช่น:

  • No way! This behaviour is not acceptable at all. (ไม่มีทาง! พฤติกรรมแบบนี้ยอมรับไม่ได้เลยเด็ดขาด)

  • “Get out of my house!” Steven yelled ("ออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้!" สตีเวนตะโกน)

  • How did you forget the concert tickets?!?! (คุณลืมตั๋วคอนเสิร์ตได้ยังไงเนี่ย?!?! - แสดงความตกใจและไม่อยากจะเชื่อ)

เครื่องหมายจุลภาค - Commas (,)

1. ใช้แยกรายการคำหรือวลีที่มีลักษณะคล้ายกัน

  • We adore Emma because she is kind, loving and responsible. (พวกเรารักเอ็มม่าเพราะเธอเป็นคนใจดี มีความเมตตา และมีความรับผิดชอบ)

  • Daisy was more open, more comfortable and more willing to share her feelings with us this time. (ครั้งนี้เดซี่ดูเปิดใจมากขึ้น สบายใจมากขึ้น และเต็มใจที่จะแบ่งปันความรู้สึกกับเรามากขึ้น)

ข้อสังเกตเรื่องการใช้เครื่องหมายจุลภาคหน้าคำว่า and (Oxford Comma):

ภาษาอังกฤษแบบบริติช มักจะไม่นิยมใส่เครื่องหมายจุลภาคหน้าคำว่า and ในรายการที่เป็นคำเดี่ยว ๆ

  • We visited Vietnam, Malaysia and Singapore this month. (เดือนนี้เราได้ไปเยือนเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์)

ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน มักจะนิยมใส่เครื่องหมายจุลภาคหน้าคำว่า and ในรายการต่าง ๆ

  • We brought bread, butter, and jam for everyone. (พวกเรานำขนมปัง เนย และแยมมาเผื่อทุกคน)

2. ใช้คั่นคำหรือวลีที่แสดงถึงจังหวะการเว้นวรรค (หยุดหายใจช่วงสั้น ๆ)

  • James, the math teacher, got married this morning. (เจมส์ คุณครูสอนคณิตศาสตร์ เพิ่งแต่งงานเมื่อเช้านี้เอง)

  • They are, in reality, very inconsiderate people. (ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเป็นคนที่ไม่นึกถึงจิตใจคนอื่นเอาเสียเลย)

3. การใช้คั่นประโยคหลัก (Main Clauses)

หากประโยคมีประธานตัวเดียวกัน: มักจะไม่นิยมใช้เครื่องหมายจุลภาคเมื่อประโยคหลักถูกเชื่อมด้วยคำว่า and, or, but เช่น:

  • Danny is teaching English and learning Chinese in China. (แดนนี่กำลังสอนภาษาอังกฤษและเรียนภาษาจีนไปด้วยที่ประเทศจีน)

  • Doctors make a healthy living but health care reform and efforts to control medical costs are affecting the way they do business. (แพทย์มีรายได้ที่มั่นคง แต่การปฏิรูประบบสาธารณสุขและความพยายามในการควบคุมค่าใช้จ่ายทางการแพทย์กำลังส่งผลกระทบต่อวิธีที่พวกเขาดำเนินธุรกิจ)

หากประโยคมีประธานคนละตัวกัน: โดยปกติแล้วจะนิยมใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่น เช่น:

  • Lydia wants to live in Sydney, but she decided work prospects are better in Melbourne. (ลีเดียอยากอยู่ซิดนีย์ แต่เธอตัดสินใจว่าโอกาสในการทำงานที่เมลเบิร์นนั้นดีกว่า)

4. การใช้กับประโยครอง (Subordinate Clauses)

เมื่อประโยครอง (Subordinate clause) ขึ้นต้นก่อนประโยคหลัก นิยมใช้เครื่องหมายจุลภาคเพื่อแยกประโยคออกจากกัน อย่างไรก็ตาม ในประโยคสั้น ๆ อาจจะไม่ได้ใส่เสมอไป เช่น:

  • If you want to update the company website, please feel free to email or phone me. (หากคุณต้องการอัปเดตเว็บไซต์ของบริษัท โปรดส่งอีเมลหรือโทรหาฉันได้เลย)

  • If you want the website updated just call us. (ถ้าอยากอัปเดตเว็บก็โทรหาเราได้เลย)

เมื่อใช้ประโยครองหรือวลีที่แสดงความคิดเห็น (Comment clauses) เพื่อให้รายละเอียดหรือข้อมูลเพิ่มเติม นิยมใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นประโยคเหล่านั้นด้วย เช่น:

  • In my honest opinion, their performance was extremely good. (จากมุมมองอย่างซื่อสัตย์ของฉัน การแสดงของพวกเขายอดเยี่ยมมาก)

  • You do need more exercise, if I may say so. (คุณจำเป็นต้องออกกำลังกายให้มากขึ้นนะ ถ้าฉันขออนุญาตพูดตามตรง)

5. เครื่องหมายจุลภาคกับประโยคคุณศัพท์ (Relative Clauses)

ใช้กับ Non-defining clauses: เครื่องหมายจุลภาคจะใช้เพื่อคั่นประโยคที่ให้ข้อมูลเสริม ซึ่งข้อมูลนี้ไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็น (ตัดออกได้ ประโยคหลักยังรู้เรื่อง) โดยปกติจะเป็นการเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับคำนามหรือวลีนามนั้น ๆ เช่น:

  • Her aunt, who arrived one hour late, was the first person to get on the dance floor. (คุณป้าของเธอ ซึ่งมาสายไปหนึ่งชั่วโมง เป็นคนแรกที่ก้าวเข้าสู่ฟลอร์เต้นรำ)

  • Bathurst, the city where I lived throughout my childhood, is home to many of my friends. (แบเทิสต์ เมืองที่ฉันอาศัยอยู่ตลอดช่วงวัยเด็ก เป็นบ้านของเพื่อน ๆ หลายคนของฉัน)

ไม่ใช้กับ Defining clauses: เราจะไม่ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นประโยคที่ทำหน้าที่จำกัดความ (เพราะข้อมูลนั้นจำเป็นต่อประโยค ขาดไม่ได้) เช่น:

  • Blackburn is the eastern suburb that has been selected for the Eastern District Junior Basketball tournament. (แบล็กเบิร์นคือเขตชานเมืองทางตะวันออกที่ได้รับเลือกให้จัดการแข่งขันบาสเกตบอลเยาวชนเขตตะวันออก)

6. เครื่องหมายจุลภาคกับรูปแบบประโยคคำพูด (Speech Forms)

โดยปกติแล้ว ประโยคคำถามท้ายประโยค (Question tags) และคำตอบรับ Yes-No จะถูกแยกด้วยเครื่องหมายจุลภาคเสมอ เช่น:

  • You are attending Joanne’s wedding, aren’t you? (คุณจะไปร่วมงานแต่งงานของโจแอนน์ใช่ไหม?)

  • Yes, please. I would love another slice of the cheese cake. (รับค่ะ ฉันขอชีสเค้กเพิ่มอีกสักชิ้นนะ)

ใช้เครื่องหมายจุลภาคเพื่อแสดงว่าประโยคคำพูด (Direct speech) กำลังจะตามมา หรือเพิ่งจบลง เช่น:

  • He declared to everyone, “I am getting married.” (เขาประกาศให้ทุกคนรู้ว่า "ผมกำลังจะแต่งงานครับ")

ในกรณีที่ประโยคคำพูดขึ้นก่อน ให้ใส่เครื่องหมายจุลภาคก่อนปิดเครื่องหมายอัญประกาศ (Quotation marks) เสมอ เช่น:

  • “Please make sure this doesn’t happen again,” he said sternly. ("โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด)

เครื่องหมายทวิภาค - Colons (:) และ เครื่องหมายอัฒภาค - Semi-colons (;)

การใช้เครื่องหมายทวิภาค - Colons (:)

ใช้เพื่อเริ่มเกริ่นนำรายการ (Lists):

  • He wanted to see three cities in Malaysia: Kuala Lumpur, Penang and Ipoh. (เขาอยากไปเที่ยว 3 เมืองในประเทศมาเลเซีย ได้แก่ กัวลาลัมเปอร์ ปีนัง และอิโปห์)

ใช้เพื่อคั่นระหว่างชื่อเรื่องหลักกับชื่อเรื่องย่อย (Subtitle) หรือระบุหัวข้อย่อย:

  • The World Is Flat: A Brief History of the Twenty-first Century (โลกแบน: ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของศตวรรษที่ 21)

โดยปกติจะใช้เพื่อเริ่มเกริ่นนำประโยคคำพูดโดยตรง (Direct speech):

  • She kept repeating: “I really want that car!” (เธอเอาแต่พูดซ้ำ ๆ ว่า “ฉันอยากได้รถคันนั้นจริง ๆ นะ!”)

ใช้คั่นระหว่างประโยค เมื่อประโยคที่สองทำหน้าที่อธิบายหรือสนับสนุนประโยคแรก:

  • The town reminded me of my childhood vacations: both were on the beach. (เมืองนี้ทำให้ฉันนึกถึงทริปพักผ่อนในวัยเด็ก เพราะทั้งสองที่ต่างก็อยู่ติดชายหาดเหมือนกัน)

การใช้เครื่องหมายอัฒภาค - Semi-colons (;)

เครื่องหมายอัฒภาคไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้กันมากนักในภาษาอังกฤษยุคปัจจุบัน โดยคนส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้จุดฟูลสต็อป (.) หรือเครื่องหมายจุลภาค (,) แทน อย่างไรก็ตาม เราจะใช้เครื่องหมายอัฒภาคแทนจุดฟูลสต็อปเพื่อแยกประโยคหลัก (Main clauses) 2 ประโยคออกจากกัน ในกรณีที่ประโยคเหล่านั้นมีความหมายที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด แต่แยกกันอย่างชัดเจนตามหลักไวยากรณ์ เช่น:

  • I had a huge meal; however, I am already hungry again. (ฉันเพิ่งกินมื้อใหญ่มาแท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับเริ่มหิวอีกแล้ว)

เครื่องหมายอัญประกาศ - Quotation marks (‘…’ หรือ “…”)

เครื่องหมายอัญประกาศ (หรือเครื่องหมายคำพูด) ในภาษาอังกฤษสามารถใช้ได้ทั้งแบบเดี่ยว (‘…’) และแบบคู่ (“…”) ในประโยคคำพูดโดยตรง (Direct speech) ข้อความที่พูดจะถูกล้อมรอบด้วยเครื่องหมายคำพูดคู่หรือเดี่ยวหนึ่งคู่ โดยในปัจจุบันการใช้เครื่องหมายคำพูดแบบเดี่ยวเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น ประโยคคำพูดโดยตรงจะเริ่มต้นด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (Capital letter) เสมอ และสามารถนำหน้าด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,) หรือทวิภาค (:) ได้ เช่น:

  • The king shouted, “Let the games begin!” (พระราชาร้องตะโกนว่า "เริ่มการแข่งขันได้!")

ตำแหน่งของประโยคนำ (Reporting Clause) เราสามารถวางประโยคนำ (เช่น he said, she asked) ไว้ได้ 3 ตำแหน่งหลัก ๆ โดยให้สังเกตตำแหน่งของเครื่องหมายจุลภาคและจุดฟูลสต็อปดังนี้:

  1. ประโยคนำอยู่ข้างหน้า: ให้ใส่เครื่องหมายจุลภาคหลังประโยคนำ และใส่จุดฟูลสต็อปไว้ข้างในก่อนปิดเครื่องหมายคำพูด

    • My mother always said, “A penny saved is a penny earned.” (คุณแม่มักจะพูดเสมอว่า "ประหยัดเงินไว้ในวันนี้ จะมีค่าในวันข้างหน้า")

  2. ประโยคนำอยู่ข้างหลัง: ให้ใส่เครื่องหมายจุลภาคไว้ข้างในก่อนปิดเครื่องหมายคำพูดตัวแรก

    • “I hope you will be here,” he said. ("ฉันหวังว่าคุณจะอยู่ที่นี่นะ" เขาพูด)

  3. ประโยคนำอยู่ตรงกลาง: ให้ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นทั้งสองฝั่งเพื่อแยกประโยคนำออก

    • “What would you do,” I asked, “if money didn’t matter?” ("คุณจะทำอย่างไร" ฉันถาม "ถ้าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา?")

การใช้เครื่องหมายคำถามกับประโยคคำพูด โดยทั่วไปแล้ว เครื่องหมายคำถาม (?) จะถูกใส่ไว้ ข้างใน เครื่องหมายคำพูด ยกเว้นในกรณีที่ตัวคำถามนั้นเป็นส่วนหนึ่งของประโยคนำด้านนอก เช่น:

  • “Do you know where the toilet is?” she asked. ("คุณรู้ไหมว่าห้องน้ำอยู่ไหน?" เธอถาม) -> ตัวประโยคคำพูดเป็นคำถาม

  • Did the manager just announce “Tomorrow is a company holiday”? (เมื่อกี้ผู้จัดการเพิ่งประกาศว่า "พรุ่งนี้เป็นวันหยุดบริษัท" ใช่ไหม?) -> ประโยคหลักด้านนอกเป็นคำถาม แต่ประโยคคำพูดข้างในเป็นประโยคบอกเล่า

ประโยชน์อื่น ๆ ของเครื่องหมายคำพูด

ใช้เครื่องหมายคำพูดแบบเดี่ยวเพื่อดึงสายตาหรือเน้นคำ: มักใช้เมื่อเราต้องการตั้งข้อสังเกตหรือกังขาในความหมายที่แท้จริงของคำคำนั้น เช่น:

  • I am not happy with his ‘explanation’. It doesn’t make sense. (ฉันไม่ค่อยโอเคกับ 'คำอธิบาย' ของเขาเท่าไหร่เลย มันฟังไม่ขึ้นเอาซะเลย)

ใช้กับชื่อบทความ ชื่อบทในหนังสือ หรือชื่อเรื่องสั้น: โดยปกติจะนิยมใช้เครื่องหมายคำพูดแบบเดี่ยวเพื่อระบุชื่อเหล่านี้ เช่น:

  • The most popular song voted by her fans is called ‘Love Galore’. (เพลงที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากแฟน ๆ ของเธอมีชื่อว่า 'Love Galore')

เครื่องหมายแดช - Dashes (–) และเครื่องหมายวรรคตอนอื่น ๆ

เครื่องหมายแดช (Dash) มักจะนิยมใช้ในการเขียนแบบไม่เป็นทางการ (Informal writing) โดยมีวิธีใช้ที่คล้ายคลึงกับเครื่องหมายจุลภาค (Comma) หรือเครื่องหมายอัฒภาค (Semi-colon) และเราสามารถเลือกใช้เครื่องหมายแดชได้ทั้งแบบตัวเดี่ยว ๆ หรือใช้เป็นคู่ปะหนาปะท้ายข้อความครับ เช่น:

  • All of my work - articles, videos, photos, blogs - got wiped away when my computer crashed. (ผลงานทั้งหมดของฉัน ทั้งบทความ วิดีโอ รูปภาพ และบล็อก หายวับไปกับตาตอนที่คอมพิวเตอร์พัง) -> ใช้เป็นคู่เพื่อขยายความ

  • My mum – who often gets upset when I bring my boyfriend home – wasn’t concerned at all. I could not believe it! (แม่ของฉัน ซึ่งปกติมักจะอารมณ์เสียเวลาฉันพาแฟนมาบ้าน กลับไม่ได้ติดใจอะไรเลยเรื่องนี้ ฉันแทบไม่อยากจะเชื่อเลย!) -> ใช้เป็นคู่เพื่อแทรกประโยคอธิบายเพิ่มเติม

แหล่งข้อมูลจาก: Cambridge Dictionary & Grammarly